Sahawatthanakit (1988) Co., Ltd.
SAHAWATTHANAKIT(1988) · Make It Smart
กลับไปดูบทความทั้งหมด
Sahawatthanakit (1988) Engineering Team13 นาที

ระบบกราวด์และป้องกันฟ้าผ่าโรงงาน (Earthing & Lightning Protection) — ออกแบบตาม IEC 62305 / วสท. กันอุปกรณ์พัง ผ่าน TOR และการไฟฟ้า

คู่มือออกแบบระบบกราวด์ (earthing) และระบบป้องกันฟ้าผ่า (LPS) สำหรับโรงงานและอาคารไทย: แยกให้ชัดว่ากราวด์เพื่อความปลอดภัยตาม IEC 60364 ต่างจากระบบป้องกันฟ้าผ่าตาม IEC 62305 อย่างไร, การประเมินความเสี่ยงตาม IEC 62305-2 ว่าต้องมี LPS หรือไม่ (R1 เทียบ RT), 4 ระดับการป้องกัน LPL Class I–IV (rolling sphere 20/30/45/60 ม., ขนาดตาข่าย mesh, ระยะ down conductor), ระบบรากสายดิน Type A/B, ค่าความต้านทานดินเป้าหมาย ≤5 โอห์ม, การวัดด้วยวิธี fall-of-potential, soil resistivity แบบ Wenner, ระบบการต่อลงดิน TN-S/TN-C-S/TT, การประสาน SPD Type 1/2/3 ตาม IEC 61643 กันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พัง, การเชื่อมต่อ exothermic weld เทียบ clamp, equipotential bonding และการตรวจสอบประจำปี — พร้อมผลต่อ TOR ภาครัฐ การขอเชื่อมต่อระบบการไฟฟ้า และเงื่อนไขประกันภัย

engineeringearthinggroundinglightning-protectioniec-62305spdsurge-protectioniec-60364power-qualitythailand
ระบบป้องกันฟ้าผ่าบนหลังคาโรงงานพร้อมหัวล่อฟ้า down conductor และบ่อกราวด์วัดความต้านทานดิน

Photo by Unsplash

สรุป (TL;DR)

คู่มือออกแบบระบบกราวด์ (earthing) และระบบป้องกันฟ้าผ่า (LPS) สำหรับโรงงานและอาคารไทย: แยกให้ชัดว่ากราวด์เพื่อความปลอดภัยตาม IEC 60364 ต่างจากระบบป้องกันฟ้าผ่าตาม IEC 62305 อย่างไร, การประเมินความเสี่ยงตาม IEC 62305-2 ว่าต้องมี LPS หรือไม่ (R1 เทียบ RT), 4 ระดับการป้องกัน LPL Class I–IV (rolling sphere 20/30/45/60 ม., ขนาดตาข่าย mesh, ระยะ down conductor), ระบบรากสายดิน Type A/B, ค่าความต้านทานดินเป้าหมาย ≤5 โอห์ม, การวัดด้วยวิธี fall-of-potential, soil resistivity แบบ Wenner, ระบบการต่อลงดิน TN-S/TN-C-S/TT, การประสาน SPD Type 1/2/3 ตาม IEC 61643 กันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พัง, การเชื่อมต่อ exothermic weld เทียบ clamp, equipotential bonding และการตรวจสอบประจำปี — พร้อมผลต่อ TOR ภาครัฐ การขอเชื่อมต่อระบบการไฟฟ้า และเงื่อนไขประกันภัย

โรงงาน/อาคารคุณเสี่ยงหรือยัง? — เช็ก 6 สัญญาณ

ประเทศไทยอยู่ในเขตที่มีฟ้าผ่าหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (วันพายุฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่เกิน 80–100 วัน/ปี) ขณะที่โรงงานยุคใหม่เต็มไปด้วย VFD, PLC, server, อินเวอร์เตอร์โซลาร์ ที่ไวต่อแรงดันเสิร์จ ลองเช็กว่าคุณมีสัญญาณเหล่านี้ไหม:

  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ / PLC / การ์ดควบคุมพังเป็นชุดหลังฝนฟ้าคะนอง — อาการคลาสสิกของเสิร์จ
  • มีล่อฟ้าเก่าบนหลังคา แต่ไม่เคยวัดค่าความต้านทานดิน หรือไม่มีเอกสารผลทดสอบเลย
  • บ่อกราวด์ฟ้าผ่ากับกราวด์ไฟฟ้าแยกกัน (แยกบ่อ = อันตราย ผิดหลัก equipotential)
  • ไฟดูด / รู้สึกชาเวลาแตะโครงเครื่อง หรือ RCD/เบรกเกอร์กันดูด trip บ่อย
  • TOR งานใหม่ / ผู้ตรวจ / ประกันภัย ขอผลทดสอบกราวด์และ LPS แต่ไม่มีให้
  • ต่อเติมอาคาร/เพิ่มไลน์ผลิต/ติดโซลาร์ โดยไม่ได้ทบทวนระบบกราวด์เดิม

ถ้าเข้าข่ายตั้งแต่ 2 ข้อ — ถึงเวลาประเมินและจัดการระบบกราวด์/ป้องกันฟ้าผ่าอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ "ปักแท่งกราวด์เพิ่ม" แบบเดา


กราวด์ ≠ ล่อฟ้า: 2 ระบบที่คนสับสนกันมากที่สุด

ความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งคือคิดว่า "มีแท่งกราวด์ปักดินแล้ว = ป้องกันฟ้าผ่าแล้ว" ทั้งสองเป็นคนละระบบ มีมาตรฐานคนละเล่ม และมีหน้าที่ต่างกัน:

ประเด็น ระบบกราวด์ (Earthing) ระบบป้องกันฟ้าผ่า (LPS)
มาตรฐานหลัก IEC 60364-5-54 / การไฟฟ้า IEC 62305 / วสท.
หน้าที่ ความปลอดภัยไฟดูด + ให้เครื่องตัดวงจรตอนไฟรั่ว นำกระแสฟ้าผ่าลงดินไม่ให้ไหม้/พัง
กระแสที่จัดการ ลัดวงจร 50 Hz (กิโลแอมป์ วินาที) impulse ฟ้าผ่า (หลายสิบ kA, ไมโครวินาที)
ใครต้องมี ทุกอาคาร (บังคับ) เมื่อ ประเมินความเสี่ยงแล้วต้องมี
องค์ประกอบ electrode, MET, PE, bonding air termination, down conductor, earth termination

หัวใจสำคัญ: ทั้งสองระบบและ SPD ต้อง ต่อรวมเข้าจุดประสานศักย์เดียวกัน (Main Earthing Terminal + equipotential bonding) — การแยกบ่อกราวด์ "ฟ้าผ่า" ออกจากกราวด์ "ไฟฟ้า" คือความผิดพลาดอันตราย เพราะตอนฟ้าผ่าจริง แรงดันสองระบบจะต่างกันมหาศาลแล้วกระโดด (side-flash) เข้าทำลายอุปกรณ์และเป็นอันตรายต่อคน

flowchart TD
  A["⚡ ฟ้าผ่าลงตรง"] --> B["Air Termination
หัวล่อฟ้า / ตาข่าย"] B --> C["Down Conductor
ตัวนำลงดิน"] C --> D["Earth Termination
รากสายดิน LPS"] L["สายเมนการไฟฟ้า"] --> S1["SPD Type 1
(ตู้เมน)"] S1 --> S2["SPD Type 2
(ตู้ย่อย)"] S2 --> S3["SPD Type 3
(ใกล้อุปกรณ์)"] S3 --> E["อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
PLC / Server / Inverter"] D --- MET["Main Earthing Terminal
+ Equipotential Bonding"] S1 --- MET G["รากสายดินไฟฟ้า
(IEC 60364)"] --- MET MET --> EARTH["((ดิน))"]

ทำไมเรื่องนี้สำคัญในไทย (และทำไมเป็นงานที่คุ้มลงทุน)

  • ความเสี่ยงสูงตามภูมิอากาศ — ฟ้าผ่าหนาแน่น ความเสียหายต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในโรงงานเกิดบ่อยและซ่อมแพง รวมถึง downtime สายการผลิต
  • กฎหมาย/มาตรฐานบังคับ — กฎกระทรวงและมาตรฐานความปลอดภัยกำหนดให้อาคารบางประเภท (อาคารสูง, คลังสารไวไฟ, ถังเก็บเชื้อเพลิง) ต้องมีระบบป้องกันฟ้าผ่า
  • เงื่อนไข TOR และการไฟฟ้า — งานราชการมักขอผลทดสอบกราวด์/LPS เป็นเอกสารส่งมอบ และการขอเชื่อมต่อระบบ (โดยเฉพาะ โซลาร์ที่ต้องผ่าน MEA/PEA) ต้องมีระบบกราวด์ที่ถูกต้อง
  • เงื่อนไขประกันภัย — กรมธรรม์ทรัพย์สิน/ไฟไหม้หลายฉบับใช้ผลตรวจ LPS ประจำปีเป็นเงื่อนไขจ่ายสินไหม

งานกราวด์/ล่อฟ้าเป็นงาน "ป้องกัน" ที่ต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าอุปกรณ์ที่ปกป้อง — PLC/ไลน์ผลิตหนึ่งตัวที่พังจากเสิร์จมักแพงกว่าระบบ SPD ทั้งโรงงาน


ขั้นที่ 1: ต้องมีระบบป้องกันฟ้าผ่าไหม — ประเมินความเสี่ยงตาม IEC 62305-2

ไม่ใช่ทุกอาคารต้องมี LPS แบบเต็มรูปแบบ — IEC 62305-2 ให้ทำ การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ก่อนเสมอ เพื่อไม่ให้ลงทุนเกินหรือขาด:

  • คำนวณความเสี่ยง R1 (การสูญเสียชีวิตมนุษย์) จากปัจจัย: ความหนาแน่นฟ้าผ่าในพื้นที่ (Ng ครั้ง/ตร.กม./ปี), ขนาด/ความสูงอาคาร (collection area), การใช้งาน, จำนวนคน, มาตรการที่มีอยู่
  • เทียบกับ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ RT (สำหรับการสูญเสียชีวิตมาตรฐานใช้ RT = 10⁻⁵ ต่อปี)
  • ถ้า R1 > RTต้องติดตั้ง LPS และเลือกระดับ (Class) ให้ลดความเสี่ยงจนต่ำกว่า RT
  • ผลประเมินยังบอกด้วยว่าต้องเสริม SPD / bonding / มาตรการอื่น ระดับไหน
flowchart LR
  A["ประเมินความเสี่ยง
IEC 62305-2"] --> B{"R1 > RT ?"} B -- "ไม่" --> C["ไม่ต้องมี LPS
(แต่ยังต้องมีกราวด์ไฟฟ้า)"] B -- "ใช่" --> D["เลือก LPS Class
I / II / III / IV"] D --> E["ออกแบบ air term +
down conductor + earth"] E --> F{"R1 < RT แล้ว ?"} F -- "ยัง" --> D F -- "ผ่าน" --> G["เพิ่ม SPD + bonding
ตาม 62305-4"]

ขั้นนี้ควรให้วิศวกรไฟฟ้าทำเอกสารประเมินจริง โดยเฉพาะถ้าต้องยื่น TOR หรือขออนุญาต — ไม่ใช่ "ดูแล้วน่าจะ Class III"


ขั้นที่ 2: ออกแบบ LPS — 4 ระดับ + 3 ส่วนหลัก

เมื่อรู้ว่าต้องมี LPS แล้ว ระดับการป้องกัน (Lightning Protection Level — LPL) แบ่งเป็น 4 Class โดย Class I ป้องกันแน่นหนาที่สุด ค่าพารามิเตอร์ออกแบบหลักตาม IEC 62305-3:

LPS Class รัศมี Rolling Sphere ขนาดตาข่าย Mesh ระยะ Down Conductor ประสิทธิภาพดักจับ
I 20 ม. 5×5 ม. 10 ม. ~99%
II 30 ม. 10×10 ม. 10 ม. ~97%
III 45 ม. 15×15 ม. 15 ม. ~91%
IV 60 ม. 20×20 ม. 20 ม. ~84%

3 ส่วนหลักของ LPS:

  1. Air Termination (ตัวรับฟ้าผ่า) — เลือกได้ 3 วิธี (มักผสมกัน):
    • Rolling Sphere (ทรงกลมกลิ้ง) — กลิ้งทรงกลมรัศมีตาม Class ทับอาคาร จุดที่สัมผัสคือจุดเสี่ยงต้องมีตัวรับ — แม่นยำสุดสำหรับอาคารรูปทรงซับซ้อน
    • Mesh (ตาข่าย) — เดินตัวนำเป็นตาข่ายบนหลังคาแบน ตามขนาด mesh ของ Class
    • Franklin Rod (หัวล่อฟ้าแท่ง) — มุมป้องกันรูปกรวย เหมาะกับจุดยอด/ปล่อง
  2. Down Conductor (ตัวนำลงดิน) — นำกระแสจากหลังคาลงดิน กระจายหลายเส้นรอบอาคารตามระยะของ Class (ยิ่งหลายเส้น กระแสยิ่งแบ่ง แรงดันยิ่งต่ำ) ควรมี test joint ไว้แยกวัดค่าได้
  3. Earth Termination (รากสายดิน) — จัดได้ 2 แบบ:
    • Type A — แท่ง/แผ่นกราวด์แยกตามแต่ละ down conductor
    • Type Bring electrode รอบอาคาร หรือ foundation earth electrode (ฝังในฐานราก) — แนะนำสำหรับอาคารใหม่/ดินต้านทานสูง เพราะให้ค่าต่ำและประสานศักย์ดี

ขั้นที่ 3: ระบบกราวด์เพื่อความปลอดภัย (IEC 60364)

นี่คือระบบที่ "ทุกอาคารต้องมี" แม้ไม่ต้องมี LPS — เพื่อป้องกันไฟดูดและให้อุปกรณ์ป้องกัน (เบรกเกอร์/RCD) ทำงานเมื่อไฟรั่ว:

  • ระบบการต่อลงดิน (Earthing system) ตาม IEC 60364: ในไทยการไฟฟ้าส่วนใหญ่ใช้ TN-C-S ที่จุดต่อเข้า; งานที่กราวด์แยก (เช่นในไร่/พื้นที่ห่าง) อาจเป็น TT ซึ่ง ต้องใช้ RCD ช่วยตัดเพราะลูปกราวด์ต้านทานสูง
  • ค่าความต้านทานดิน — งานทั่วไปการไฟฟ้ามักกำหนด ≤5 โอห์ม; งานอิเล็กทรอนิกส์/สื่อสาร/ห้อง server มักต้องการ ≤1 โอห์ม
  • ความต้านทานจำเพาะของดิน (soil resistivity) — วัดด้วยวิธี Wenner 4 หลัก ก่อนออกแบบ เพื่อกำหนดจำนวน/ความลึก/ระยะห่างของ electrode ดินเหนียวชื้นค่าต่ำ (ดี) ดินทราย/หินค่าสูง (ต้องเพิ่ม electrode หรือใช้สารปรับปรุงดิน)
  • Main Earthing Terminal (MET) + Equipotential Bonding — ต่อประสานทุกส่วนโลหะ (โครงเครื่อง, ท่อน้ำ, ราง, ถัง) เข้าจุดเดียว เพื่อให้ศักย์เท่ากัน ลดแรงดันสัมผัส (touch/step voltage)

ขั้นที่ 4: SPD — ด่านสุดท้ายที่ปกป้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

แม้มีล่อฟ้าและกราวด์ครบ ความเสียหายส่วนใหญ่ของอุปกรณ์มาจาก แรงดันเสิร์จ ที่เหนี่ยวนำตามสาย — ต้องจัดการด้วย SPD ที่ประสานกัน 3 ระดับ ตาม IEC 61643 / IEC 62305-4:

SPD ตำแหน่ง คลื่นทดสอบ หน้าที่
Type 1 ตู้เมน / จุดเข้าระบบ 10/350 µs (Iimp) รับกระแสฟ้าผ่าบางส่วน (เมื่อมี LPS/สายอากาศ)
Type 2 ตู้จ่ายย่อย (sub-DB) 8/20 µs (In) ตัดเสิร์จที่เหลือก่อนเข้าโหลด
Type 3 ใกล้อุปกรณ์อ่อนไหว combination wave ป้องกันละเอียดที่ปลายทาง

กฎทองของ SPD:

  • ติดแบบ ประสานกัน (coordination) — ขาด Type 1 แล้วใส่แต่ Type 3 ที่ปลายทาง = พังทั้งคู่
  • สายต่อ SPD ต้องสั้นที่สุด (รวม ≤0.5 ม.) — สายยาวทำให้แรงดันตกคร่อมสาย (L·di/dt) สูงจน SPD แทบไม่ได้ผล
  • ค่า Up (voltage protection level) ต้องต่ำกว่าความทนแรงดันอิมพัลส์ของอุปกรณ์ (เช่นอุปกรณ์ Category II ทน ~2.5 kV → ต้องการ Up ต่ำกว่านั้นพอประมาณ)
  • อย่าลืม SPD สำหรับ สายสื่อสาร/ดาต้า/สายอินเวอร์เตอร์โซลาร์ฝั่ง DC ไม่ใช่แค่ฝั่งไฟ AC

งานที่เสี่ยงเสิร์จสูง (เช่น โรงงานที่มี VFD จำนวนมาก หรือ ติดตั้งโซลาร์รูฟ) ควรออกแบบ SPD ควบคู่กับการแก้ คุณภาพไฟฟ้า/ฮาร์มอนิก ตั้งแต่ต้น


วัสดุและการเชื่อมต่อ — สิ่งที่มองข้ามแต่ตัดสินอายุระบบ

จุดอ่อนของระบบกราวด์/ล่อฟ้าเกือบทั้งหมดอยู่ที่ รอยต่อ ไม่ใช่ตัวนำ:

  • ตัวนำ — ทองแดงเปลือย, ทองแดงหุ้ม, หรือเหล็กชุบ ขนาดพื้นที่หน้าตัดตามมาตรฐาน (down conductor ทองแดงมักเริ่มที่ 50 ตร.มม.)
  • แท่งกราวด์ (ground rod) — เหล็กหุ้มทองแดง (copper-bonded) เส้นผ่านศูนย์กลางทั่วไป 16 มม. ยาว 2.4–3 ม.; ดินต้านทานสูงใช้หลายแท่งขนานหรือแท่งกราวด์เคมี
  • การเชื่อมต่อexothermic weld (หลอมเชื่อมถาวร ทนกระแสสูง ไม่เป็นสนิม) สำหรับจุดฝังดิน/รับกระแสหลัก เทียบกับ clamp/ประกับ (ถอดตรวจได้) สำหรับ test joint
  • ทุกชิ้นส่วน (clamp, conductor, electrode) ควรเป็นเกรดที่ผ่านการทดสอบตาม IEC 62561 — ของถูกที่ไม่ผ่านมาตรฐานจะสึกกร่อน/หลุดร่อนใน 2–3 ปี ทำให้ค่าความต้านทานพุ่งโดยไม่รู้ตัว

การทดสอบและตรวจสอบประจำปี

ระบบกราวด์/ล่อฟ้าเป็นระบบที่ "เสื่อมเงียบ" — ดูภายนอกปกติแต่ค่าจริงแย่ลง ต้องวัดสม่ำเสมอ:

  • วัดค่าความต้านทานดิน ด้วยวิธี fall-of-potential (3 หลัก) หรือ clamp-on (กรณีหลาย electrode ขนาน) — บันทึกเทียบรายปีและวัดในฤดูแล้ง (กรณีแย่สุด)
  • วัด soil resistivity ใหม่เมื่อมีงานดิน/ต่อเติม
  • ตรวจสอบ LPS ตาม IEC 62305-3: ตรวจสายตา (การกัดกร่อน, จุดต่อหลวม, ตัวนำขาด) + วัดค่า — ทั่วไป ตรวจสายตาทุกปี + ตรวจสมบูรณ์ทุก 1–2 ปี สำหรับ Class I–II
  • เก็บเอกสารผลทดสอบ — เป็นทั้งหลักฐานส่งมอบ TOR, เงื่อนไขการไฟฟ้า และเงื่อนไขเคลมประกัน

บันไดต้นทุน + ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ลงทุนจากพื้นฐานไปขั้นสูง:

  1. วัดและทำเอกสารก่อน — soil resistivity + ground resistance + risk assessment (ถูกสุด คุ้มสุด)
  2. แก้กราวด์ไฟฟ้าให้ได้เกณฑ์ + MET/bonding ให้ครบ
  3. SPD Type 2 ที่ตู้หลัก เป็นอย่างน้อย (กันเสิร์จคุ้มที่สุดต่อบาท)
  4. LPS เต็มระบบ + SPD Type 1/2/3 ครบ ตามผลประเมิน

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย (เสียเงินซ้ำ):

  • แยกบ่อกราวด์ฟ้าผ่าออกจากกราวด์ไฟฟ้า → side-flash ทำลายอุปกรณ์
  • ปักแท่งกราวด์เพิ่มโดยไม่วัด soil resistivity → ค่าไม่ลงเพราะดินต้านทานสูง เสียของ
  • ใส่ SPD สายยาวเกิน 0.5 ม. → แทบไม่ได้ผล
  • ลืม SPD ฝั่ง DC ของโซลาร์ / สายสื่อสาร → อุปกรณ์พังทั้งที่ฝั่ง AC ป้องกันแล้ว
  • ติดแล้วไม่เคยตรวจซ้ำ → ค่าความต้านทานพุ่งใน 2–3 ปีโดยไม่รู้

สรุป

ระบบกราวด์และระบบป้องกันฟ้าผ่าเป็นคนละระบบที่ต้องทำงานร่วมกันบนจุดประสานศักย์เดียว — กราวด์ตาม IEC 60364 ทุกอาคารต้องมี, LPS ตาม IEC 62305 มีเมื่อประเมินความเสี่ยงแล้วต้องมี, และ SPD คือด่านที่ปกป้องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จริง. ลำดับที่ถูกคือ วัด → ประเมิน → ออกแบบตาม Class → ติดตั้งวัสดุที่ผ่าน IEC 62561 → ทดสอบและเก็บเอกสาร ไม่ใช่ "ปักแท่งกราวด์เพิ่ม" แบบเดา

สหวัฒนกิจ (1988) จัดหาอุปกรณ์ระบบกราวด์และป้องกันฟ้าผ่าครบวงจร — แท่งกราวด์ copper-bonded, ground bar, ชุด exothermic weld, หัวล่อฟ้า/ตัวนำลงดิน, SPD Type 1/2/3 พร้อมคำแนะนำการเลือกให้ตรงมาตรฐานและผ่าน TOR — ปรึกษาทีมวิศวกรของเราเพื่อเลือกให้เหมาะกับหน้างานและงบประมาณของคุณ

แชร์:LINEFacebook
ดาวน์โหลดฟรี · ไม่ต้องรับสายขาย

รับเอกสารสรุปหัวข้อนี้เป็น PDF

บทสรุป + หัวข้อครบ + มาตรฐานอ้างอิง มีโลโก้ Saha แนบ memo/TOR ได้ทันที — ส่งเข้าอีเมลให้ด้วย

ใช้อีเมลเพื่อส่งเอกสาร + ติดต่อจากทีม Saha เท่านั้น · ไม่ส่งต่อบุคคลที่สาม

ปรึกษาฟรี · ใบเสนอราคาจริงภายใน 2 ชั่วโมง

อ่านแล้วมีคำถาม? ให้วิศวกรช่วย

บอกสิ่งที่อยากรู้สั้นๆ — วิศวกรสหวัฒนกิจช่วยเลือกสเปกที่เหมาะ พร้อมใบเสนอราคาจริง ไม่มีค่าบริการ

หรือติดต่อตรง:02-096-2118LINE: @406rrgvm
บริการที่เกี่ยวข้อง

ต้องการให้ทีมช่วยเหลือเรื่องนี้?

ทีมงานรับเสนอราคา + จัดส่ง + ติดตั้งครบวงจรในหัวข้อที่บทความนี้พูดถึง — ใบเสนอราคาฟรี ภายใน 2 ชั่วโมง

คำถามที่พบบ่อย

1

ระบบกราวด์ (earthing) กับระบบป้องกันฟ้าผ่า (ล่อฟ้า) ต่างกันอย่างไร ต้องมีทั้งคู่ไหม?

+
เป็นคนละระบบที่คนสับสนบ่อยที่สุด. **ระบบกราวด์ (earthing/grounding) ตาม IEC 60364** มีไว้เพื่อ **ความปลอดภัยจากไฟดูดและให้เครื่องป้องกันตัดวงจรเมื่อไฟรั่ว** — ทำงานกับกระแสลัดวงจรความถี่ 50 Hz เป็นระบบที่ **ทุกอาคารต้องมี**. ส่วน **ระบบป้องกันฟ้าผ่า (LPS) ตาม IEC 62305** มีไว้ **นำกระแสฟ้าผ่า (impulse หลายหมื่นแอมป์) ลงดินอย่างปลอดภัย** ไม่ให้ไหม้อาคาร/คน — จำเป็นเมื่อ **ผลประเมินความเสี่ยงบอกว่าต้องมี**. ทั้งสองระบบต้อง **ต่อร่วมลงสู่จุดกราวด์เดียวกัน (equipotential bonding)** ห้ามแยกบ่อกราวด์ฟ้าผ่าออกจากกราวด์ไฟฟ้า มิฉะนั้นจะเกิดแรงดันต่างกันตอนฟ้าผ่าและกระโดดเข้าทำลายอุปกรณ์
2

ค่าความต้านทานดิน (ground resistance) ต้องต่ำกว่าเท่าไหร่ถึงจะผ่าน?

+
เกณฑ์ขึ้นกับการใช้งาน. งานทั่วไป/การไฟฟ้ามักกำหนด **≤5 โอห์ม**; ระบบอิเล็กทรอนิกส์/สื่อสาร/ห้อง server มักต้องการ **≤1 โอห์ม**; IEC 62305 แนะนำรากสายดินของ LPS ให้ได้ค่าต่ำ (แนวทาง ≤10 โอห์ม สำหรับ single earthing). ต้องวัดจริงด้วยวิธี **fall-of-potential (3 หลัก)** ไม่ใช่เดา — และค่าจะแกว่งตามฤดู (หน้าแล้งดินแห้งค่าสูงขึ้น) จึงควรวัดในสภาพแย่ที่สุด. ถ้าดินมีความต้านทานจำเพาะสูง (soil resistivity สูง) แก้ด้วยการเพิ่มแท่ง ground rod ขนานกัน, ฝังลึกขึ้น, ทำ ground ring หรือใช้สารปรับปรุงดิน/แท่งกราวด์เคมี
3

ถ้าติดล่อฟ้าบนหลังคาแล้ว ยังต้องมี SPD อีกไหม?

+
ต้องมีครับ — เป็นคนละด่าน. **ล่อฟ้า (air termination) ป้องกันความเสียหายทางกายภาพ** (ไฟไหม้ โครงสร้างพัง) จากฟ้าผ่า **โดยตรง**. แต่ความเสียหายส่วนใหญ่ที่เกิดกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาจาก **แรงดันเสิร์จ (surge/overvoltage)** ที่เหนี่ยวนำเข้ามาตามสายไฟ/สายสื่อสารแม้ฟ้าผ่าลงที่อื่นห่างออกไป. **SPD (Surge Protective Device)** คือด่านที่จัดการเสิร์จนี้ ต้องติดแบบ **ประสานกัน 3 ระดับ**: Type 1 ที่ตู้เมน (รับกระแสฟ้าผ่าบางส่วน 10/350 µs), Type 2 ที่ตู้ย่อย, Type 3 ใกล้อุปกรณ์ที่อ่อนไหว — สาย bonding ต้องสั้น (รวม ≤0.5 ม.) ไม่งั้น SPD แทบไม่ได้ผล
4

เชื่อมต่อจุดกราวด์ด้วย exothermic weld (Cadweld) หรือ clamp (ประกับ) ดีกว่ากัน?

+
**Exothermic welding** = หลอมทองแดงเชื่อมเป็นเนื้อเดียว ทนกระแสลัดวงจร/ฟ้าผ่าได้สูงสุด ไม่เกิดสนิมที่รอยต่อ อายุยืนเท่าตัวนำ เหมาะกับจุดที่ฝังดิน/เข้าถึงยากและจุดรับกระแสฟ้าผ่าหลัก — แต่ถาวร แก้ไม่ได้ ต้องช่างชำนาญ. **Mechanical clamp / ประกับทองแดง** = ถูกกว่า ติดเร็ว ถอดตรวจสอบได้ เหมาะกับจุดที่ต้องการ inspect หรือปรับเปลี่ยน — แต่เสี่ยงคลายตัว/สนิมตามเวลา ต้องไล่ขันและตรวจ. กฎปฏิบัติ: **จุดฝังดินและจุดรับกระแสฟ้าผ่าหลักใช้ exothermic, จุดที่ต้องตรวจสอบ (test joint) ใช้ clamp** — และทุกชิ้นส่วนควรผ่านการทดสอบตาม IEC 62561
5

TOR ราชการและการไฟฟ้ากำหนดอะไรเรื่องกราวด์/ล่อฟ้า และต้องตรวจสอบบ่อยแค่ไหน?

+
งานก่อสร้าง/ปรับปรุงอาคารภาครัฐมักระบุใน TOR ให้ติดตั้ง **ระบบป้องกันฟ้าผ่าตามมาตรฐาน วสท./IEC 62305** และ **ระบบต่อลงดินตามมาตรฐานการไฟฟ้า** พร้อม **ผลทดสอบค่าความต้านทานดิน** เป็นเอกสารส่งมอบ. การขอ **เชื่อมต่อระบบการไฟฟ้า (MEA/PEA)** โดยเฉพาะงานโซลาร์/โรงงานต้องมีระบบกราวด์ที่ถูกต้อง. IEC 62305-3 กำหนด **ตรวจสอบ LPS เป็นระยะ** ตามระดับความเสี่ยง (ทั่วไปตรวจสายตาทุกปี + วัดค่าสมบูรณ์ทุก 1–2 ปีสำหรับ Class I–II) — และบริษัทประกันภัยหลายเจ้าใช้ผลตรวจนี้เป็นเงื่อนไขจ่ายสินไหมกรณีไฟไหม้จากฟ้าผ่า
เปรียบเทียบ — ตัดสินใจซื้อ

ตารางเปรียบเทียบที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

บทความ·12 นาที

ฮาร์มอนิกในโรงงาน (Harmonics) — แก้หม้อแปลงร้อน คาปาซิเตอร์แบงก์พัง ตาม IEEE 519 ด้วย Reactor / Filter / AHF

คู่มือแก้ปัญหาฮาร์มอนิก (harmonic distortion) ในโรงงานไทยจาก VFD/UPS/rectifier: 6 อาการเตือน (คาปาซิเตอร์แบงก์พัง, หม้อแปลง/สาย neutral ร้อน, เบรกเกอร์ trip), ความต่างของ THD-V / THD-I / TDD, เพดานตาม IEEE 519-2022 (THD-V 5% ที่ 1–69 kV / 8% ที่ ≤1 kV และ TDD ตาม Isc/IL), บันไดวิธีแก้จากถูกไปแพง (line reactor 3–5% → passive filter → detuned capacitor → multi-pulse 12/18 → Active Harmonic Filter), วิธีเลือก และทำไมต้องทำ Power Quality Audit 7 วันตาม IEC 61000-4-30/4-7 ก่อนซื้อ filter — รวมผลต่อ MEA/PEA และการ derate หม้อแปลง K-factor ตาม IEEE C57.110

อ่าน
บทความ·13 นาที

อาร์กแฟลช (Arc Flash) — ประเมินอันตรายและวิเคราะห์พลังงานตาม NFPA 70E / IEEE 1584 เลือก PPE Category ให้ถูก กันไฟฟ้าระเบิดในโรงงาน

คู่มืออาร์กแฟลช (arc flash) สำหรับโรงงานไทย: อาร์กแฟลชต่างจากไฟดูดอย่างไรและทำไมอันตรายกว่า (อุณหภูมิอาร์กสูงถึง ~19,000°C + แรงระเบิด), 2 วิธีกำหนด PPE ที่ห้ามผสมกัน — Incident Energy Analysis ตาม IEEE 1584-2018 เทียบกับ PPE Category Method ตามตาราง NFPA 70E, ความหมายของ incident energy (cal/cm²), เกณฑ์ไหม้ระดับ 2 ที่ 1.2 cal/cm², arc flash boundary, ตาราง PPE Category 1–4 (4/8/25/40 cal/cm²), ขั้นตอนทำ Arc Flash Study (short-circuit → coordination → คำนวณ → ติดป้าย), การลดพลังงานที่ต้นเหตุด้วย hierarchy of controls (ตัดไฟ + LOTO ก่อน PPE เสมอ, relay/maintenance mode, arc-resistant switchgear, remote racking), เสื้อผ้า arc-rated (ATPV/EBT, IEC 61482) และป้ายเตือนตาม NFPA 70E — พร้อมผลต่อกฎหมายความปลอดภัยไฟฟ้าไทย TOR และเงื่อนไขประกันภัย

อ่าน
บทความ·10 นาที

Power Factor Correction สำหรับโรงงาน — เลิกจ่ายค่าปรับ kVAR 56.07 บาท ของ MEA/PEA ด้วย Capacitor Bank

คู่มือแก้ค่าตัวประกอบกำลัง (power factor) ในโรงงานไทย: ทำไม MEA/PEA ปรับเมื่อ kVAR เกิน 61.97% ของ kW (PF < 0.85) ที่อัตรา 56.07 บาท/kVAR, วิธีคำนวณขนาด capacitor bank (Qc = P(tanφ1−tanφ2)), เลือก fixed vs automatic APFC, ข้อควรระวัง harmonics จาก VFD ที่ต้องใช้ detuned reactor ตาม IEEE 519 / IEC 61921 และ ROI ที่มักคืนทุนไม่ถึงปี

อ่าน
บทความ·7 นาที

ประสิทธิภาพมอเตอร์ไฟฟ้า IE2 / IE3 / IE4 — IEC 60034-30-1, MEPS และการคืนทุนสำหรับโรงงานในไทย

คู่มือเลือกมอเตอร์ประหยัดพลังงาน: efficiency classes IE1-IE4 ตาม IEC 60034-30-1, MEPS (มาตรฐานขั้นต่ำ), การคำนวณคืนทุนจากค่าไฟ, การจับคู่กับ VFD และมาตรฐาน มอก./เบอร์ 5 ในไทย

อ่าน